17 พฤษภาคม, 2554

ศิลปะอียิปต์โบราณ

      ศิลปะอียิปต์ ( 2650 ปีก่อน พ.ศ. - พ.ศ. 510) ชาวอียิปต์มีศาสนาและพิธีกรรมอันซับซ้อน แทรกซึมอยู่เป็นวัฒนธรรมอยู่ในสังคมเป็นเวลานาน มีการนับถือเทพเจ้าที่มีลักษณะอันหลากหลาย ดังนั้น งานจิตรกรรม ประติมากรรม และ สถาปัตยกรรมส่วนมาจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา พิธีกรรม โดยเฉพาะพิธีฝังศพ ซึ่งมีความเชื่อว่าเมื่อตายแล้วจะยังมีชีวิตอยู่ในโลกใหม่ได้อีก จึงมีการรักษาศพไว้อย่างดี และนำสิ่งของเครื่องใช้ที่มีค่าของผู้ตายบรรจุตามลงไปด้วย
จิตรกรรม
        งานจิตรกรรมของอียิปต์ เป็นภาพที่เขียนไว้บนฝาผนังสุสานและวิหารต่าง ๆ สีที่ใช้ เขียนภาพทำจากวัสดุทางธรรมชาติ ได้แก่เขม่าไฟ สารประกอบทองแดง หรือสีจากดินแล้วนำมาผสมกับน้ำและยางไม้ ลักษณะของงานจิตรกรรมเป็นงานที่เน้นให้เห็นรูปร่างแบน ๆ มีเส้นรอบ นอกที่คมชัด จัดท่าทางของคนแสดงอิริยาบถต่าง ๆ ในรูปสัญลักษณ์มากกว่าแสดงความเหมือนจริงตามธรรมชาติ มักเขียนอักษรภาพลงในช่องว่างระหว่างรูปด้วย และเน้นสัดส่วนของสิ่งสำคัญในภาพให้ใหญ่โตกว่าส่วนประกอบอื่น ๆ เช่นภาพของกษัตริย์หรือฟาโรห์ จะมีขนาดใหญ่กว่า มเหสี และคนทั้งหลาย นิยมระบายสีสดใส บนพื้นหลังสีขาว
ประติมากรรม

        
        งานประติมากรรมของอียิปต์ จะมีลักษณะเด่นกว่างานจิตรกรรม มีตั้งแต่รูปแกะสลักขนาดมหึมาไปจนถึงผลงานอันประณีตบอบบางของพวกช่างทอง ชาวอิยิปต์นิยมสร้างรูปสลักประติมากรรมจากหินชนิดต่าง ๆ เช่น หินแกรนิต หินดิโอไรด์ และหินบะซอลท์ หรือบางทีก็ เป็นหินอะลาบาสเตอร์ ซึ่งเป็นหินเนื้ออ่อนสีขาว ถ้าเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ก็มักเป็นหินทราย นอกจากนี้ยังการมีทำจากหินปูน และไม้ซึ่งมักจะพอกด้วยปูนและระบายสีด้วย งานประติมากรรมขนาดเล็กมักจะทำจากวัสดุมีค่า เช่น ทองคำ เงิน อิเลคตรัม หินลาปิสลาซูลี เซรามิค ฯลฯ
ประติมากรรมของอียิปต์มีทั้งแบบนูนต่ำ แบบลอยตัว แบบนูนต่ำมักจะแกะสลักลวดลายภาพบนผนัง บนเสาวิหาร และประกอบรูปลอยตัว ประติมากรรมแบบลอยตัวมักทำเป็น รูปเทพเจ้าหรือรูปฟาโรห์ ที่มีลักษณะคล้ายกับเทพเจ้า นอกจากนี้ยังทำเป็นรูปข้าทาสบริวาร สัตว์เลี้ยง และ สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบในพิธีศพอีกด้วย
สถาปัตยกรรม

        สถาปัตยกรรมอียิปต์ ใช้ระบบโครงสร้างเสาและคาน แสดงรูปทรงที่เรียบง่ายและ แข็งทื่อ ขนาดช่องว่างภายในมีเล็กน้อยและต่อเนื่องกันโดยตลอด สถาปัตยกรรมสำคัญของชาวอียิปต์ได้แก่ สุสานที่ฝังศพ ซึ่งมีตั้งแต่ของประชาชนธรรมดาไปจนถึงกษัตริย์ ซึ่งจะมีความวิจิตร พิสดาร ใหญ่โตไปตามฐานะ และอำนาจ ลักษณะของการสร้างสุสานที่เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญแห่งยุคก็คือ ปิรามิด ปิรามิดในยุคแรกเป็นแบบขั้นบันได หรือเรียกว่า มัสตาบา ต่อมามีการพัฒนา รูปแบบวิธีการก่อสร้างจนเป็นรูปปิรามิดที่เห็นในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังมีการสร้างวิหารเทพเจ้า เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมของนักบวช และวิหารพิธีศพ เพื่อใช้ประกอบพิธีศพ ในสมัยอาณาจักรใหม่ (1020 ปีก่อน พ.ศ - พ.ศ.510) วิหารเหล่านี้มีขนาดใหญ่โต และสวยงาม ทำจากอิฐและหิน ซึ่งนำรูปแบบวิหารมากจากสมัยอาณาจักรกลางที่เจาะเข้าไปในหน้าผา บริเวณหุบผากษัตริย์และ หุบผาราชินี ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสุสานกษัตริย์และราชินีฝังอยู่เป็นจำนวนมาก

อาถรรพ์สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า...


          "สามเหลี่ยมปิศาจ เบอร์มิวด้า" (Bermuda Triangle)...ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน เพราะมันเป็นบริเวณดินแดนอาถรรพณ์ อันเป็นที่ล่ำลือกันว่าเต็มไปด้วยความลี้ลับ มันเป็นดินแดนที่กลืนกินชีวิตมนุษย์และเรือเดินทะเลที่กลืนกินชีวิตมนุษย์และเรือเดินทะเล เครื่องบินที่โชคร้ายบังเอิญผ่านเข้าไป...ก็อาจหายสาบสูญไปอย่างไม่มีร่องรอยให้เห็น  มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ แต่ผู้คนที่ได้ไปประสบพบเจอเหล่านั้นแทบจะไม่มีผู้ได้รอดชีวิตกลับมาเลย จึงไม่มีใครนำเรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดเหล่านั้นมาเล่าให้ลูกหลานหรือเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆได้รับรู้ถึงความจริงได้เลย  เรื่องราวของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าจึงเป็นได้เพียงแค่เรื่องเล่าและข้อสมมุติฐานของมนุษย์ไปว่าเป็นต่างๆนานา ว่ากันว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวบ้าง มีพลังงานลึกลับซึ่งซ่อนอยู่ภายใต้ท้องทะเลแถบนั้นบ้าง
         !!!! แต่มีแหล่งข่าวบางแห่งได้ออกมาคัดค้านและหาข้อโต้แย้งได้ ตัวอย่างเช่น
  •           การหายสาบสูญสูญของเรือในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อาจเกิดจากสาเหตุที่ว่าเรือเหล่านั้นแล่นไปชนเอาทุ่นระเบิดเข้าก็ได้ ทุ่นระเบิดที่หลงเหลือจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็มีข้อสงสัยที่ว่าทำไมข้าวของและของมีค่าภายในเรือที่เกยขึ้นมาที่ฝั่งยังอยู่ครบ แต่ผู้คนในเรือหายสาบสูญ
  •  นาวีสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหน่ายงานของรัฐบาลที่ทำงานรับผิดชอบอยู่ในเขตน่านน้ำ บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า" ได้ออกมาประกาศว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น ความอาถรรพณ์นั้นไม่มีจริง ความจริง เป็นเพียงเรื่องล่ำลือ เชื่อกันไปเอง การหายไปของเรือไม่ใช่ของแปลกอะไร ที่ไหนๆ ก็มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพียงแต่ว่าบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า เป็นบริเวณที่มีการสัญจรทางเรือ และทางอากาศหนาแน่นมากกว่าบริเวณอื่นๆ เท่านั้นเปอร์เซ็นต์อุบัติเหตุต่างๆ จึงมีมากกว่าที่อื่นๆ 

จากข้อมูลต่างๆที่ฉันได้ศึกษามาทำให้ฉันมีความคิดหนึ่งที่ว่า เรื่องราวต่างๆเหล่านี้อาจจะเป็นเพียงเรื่องบังเอิญที่ไม่มีใครกล้าที่จะไปค้นหาความจริงได้ เพราะประวัติความเป้นมาเหล่านี้มันเสี่ยงเกินกว่าที่จะค้นหาความจริง

15 พฤษภาคม, 2554

กาลครั้งหนึ่ง...ถึงฝัน

                 ความใฝ่ฝันอาชีพที่อยากเป็นในอนาคตของเด็กทั่วไปคงจะหนีไม่พ้น ครู หมอ พยาบาล ตำรวจ ดารา แต่เด็กหญิงฟ้า(กีรติ มีสามานะ)ไม่ใช่อย่างนั้น เด็กหญิงฟ้าแทบจะไม่คิดถึงเรื่องนั้นเลยแม่แต่น้อย จนกระทั่งได้เข้าเรียนในชั้นประถม คุณครูมักจะให้เขียนเรียงความถึงอาชีพที่อยากเป็น เด็กหญิงฟ้ามักจะเขียนให้ผ่านพ้นไป ทั้งๆที่ในใจจริงนั้นไม่ได้อยากเป็นอาชีพนั้นเลย  จนกระทั่งได้เรียนชั้นม.3 แน่นอนว่าต่อไปเด็กหญิงฟ้าต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึงในชีวติที่ผ่านมา ว่าจะเลือกเรียนต่อในสายอะไรของชั้นม.ปลาย  เธอพยายามคิดแต่ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากเป็นอะไรกันแน่ เธอรู้เพียงแค่ว่าวิชาคณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่เธอชอบที่สุดในตอนนั้น เธอจึงตัดสินใจเลือกเรียนสาย วิทย์-คณิต  จนกระทั่งถึงตอนนี้เธอก็ได้เรียนอยู่ชั้น ม.5 แล้ว เธอก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าสิ่งที่เธอกำลังสนใจอยู่ ณ ตอนนี้ จะเป็นสิ่งที่เธอสนใจจริงๆ สิ่งๆนั้นคือ การเป็น แอร์โฮสเตส เธอชอบและใฝ่ฝันที่จะเป็นสาวบุคลิกดี มีความมั่นใจในตนเองและรักในงานบริการ เพราะเมื่อครั้งที่เธอได้ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก ทำให้เธอประทับใจมากเพราะเธอได้รับการดูแลอย่างดรจากนางฟ้าในเครื่องบิน(พี่ๆแอร์โฮสเตส) และเธอก็อยากได้สวมใส่เครื่องแบบสวยๆ และได้ดูแลผู้ใช้บริการด้วย